“เวลา” และ การเปลี่ยนแปลงจากเด็กนอกสู่การทำงานในวงการบันเทิงของ  พีเค-พัสกร วรรณศิริกุล

ช่วงเวลาได้นำพาชีวิตของ แมน-ธฤษณุ สรนันท์ / พีเค-พัสกร วรรณศิริกุล / และ ดารัณ- เศรษฐณิช ชนวราสุทธิศิริ ให้กลายเป็นที่รู้จัก ผ่านเวทีการประกวดอันเป็นที่จับจ้องจากสายตาของคนทั้งประเทศ และยังคงเป็นเวลาอีกนั่นเองที่ได้ชักพาผลักดันให้พวกเขาเติบโตขึ้นภายใต้ภาวะต่าง ๆ ของการทำงานในวงการบันเทิง ผ่านความเศร้า ความสุข รอยยิ้ม และคราบน้ำตา Mellow Issue อาสาที่จะพาไปเผชิญหน้าและรู้จักกับแง่มุมต่าง ๆ ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเวลาแห่งการประสบความสำเร็จของคนทั้งสามวัยเด็กของพีเค
PK : 
ผมเป็นเด็กซน ๆ ครับ จริง ๆ ผมว่าตอนนี้ผมก็ไม่ได้แตกต่างจากตอนที่เป็นเด็กนัก เหมือนไม่ได้โตขึ้นเท่าไหร่ ผมจะเป็นเด็กที่ซน เป็นลูกชายคนเดียวในพี่น้องสามคน ตอนนั้นจะเป็นเด็กที่ค่อนข้างจะเป็น Loser หน่อย นอกจากเพื่อนที่หมู่บ้านแล้ว ผมจะเป็นเด็กไม่ค่อยมีเพื่อน เป็นเด็กที่ใช้ชีวิตเล่นเกมอยู่กับบ้าน เลิกเรียนก็กลับบ้าน ไม่ได้มีชีวิตหลังเลิกเรียน ชีวิตที่ไป Hang Out กับเพื่อน ๆ ก่อนไฮสคูลจะไม่มีอะไรแบบนั้นเลย

ช่วงเวลาประทับใจในวัยเด็ก?
PK : สิ่งที่ประทับใจในตอนเด็ก ๆ น่าจะเป็นน้ำใจของเพื่อน ๆ ครับ อย่างที่บอกไปว่าผมจะเป็นเหมือน Loser คือมีเพื่อนหรือรู้จักใครไม่มาก ก่อนจะเข้าเรียน ไฮสคูล สมัยนั้นผมยังพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยเก่ง ถึงจะเรียนนานาชาติก็ตาม แล้วมีเพื่อนคนนึง เขาชื่อเดนนิส เขาก็มาชวนผมไปอยู่กับกลุ่มของเขา แล้วก็คอยสอนภาษาอังกฤษให้ผม เขาเปรียบเหมือนเพื่อนคนแรกของผม ชวนผมไปบ้านเขาซึ่งเป็นคนสวีเดน ก็เหมือนทำให้เราได้รู้จักอะไรใหม่ ๆ ได้รู้จัก European Culture ได้เล่นเกม ทำกิจกรรมร่วมกัน แล้วก็ทำให้ผมเริ่มใช้ภาษาอังกฤษมาตั้งแต่ตอนนั้น

การเปลี่ยนแปลงและชีวิตที่ต้องไปเรียนต่อต่างประเทศของพีเค?
PK : คือหลังจบไฮสคูล ในโรงเรียนที่ผมอยู่มันจะถือเป็นเรื่องปกติมากที่คนส่วนใหญ่จะเลือกไปเรียนต่อต่างประเทศ สาเหตุที่ผมเลือกไปเรียนต่อก็เพราะในตอนนั้นผมมองว่าผมถนัดในการใช้ภาษาอังกฤษมากกว่า ผมรู้สึกว่าการไปต่างประเทศมันทำให้ผม Communicate Idea และความรู้สึกของผมได้ดีกว่า ถ้าเปรียบเทียบกับการเรียนในเมืองไทย

เคยมีความฝันที่จะทำงานวงการบันเทิงมาก่อนรึเปล่า?
PK : ผมชอบแฟชั่นอยู่แล้ว ตั้งแต่เรียนอยู่ไฮสคูล ผมเป็นสไตล์ลิสท์มาก่อนจากความสนใจเรื่องแฟชั่น แล้วพอทำงานด้านนี้ไปซักพักผมก็เริ่มที่จะหยิบกล้องขึ้นมา เพราะผมอยากทำ Fashion Photography ก็เลยไปทำ Assistant Stylist อยู่ช่วงหนึ่ง พอทำงานด้านนี้ไปก็มีคนแนะนำให้ลองไปถ่ายแบบ ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของงานถ่ายแบบด้วย แต่ผมไม่ได้คิดว่าจะทำงานในวงการบันเทิงมาก่อน ก่อนหน้านี้คิดแค่ว่าอยากทำอะไรเกี่ยวกับถ่ายแบบ หรือแฟชั่น

สนใจเรื่องแฟชั่น แต่ทำไมเลือกที่จะเรียนจิตวิทยา?
PK : คือจริง ๆ ผมอยากเรียนแฟชั่นอยู่แล้ว แต่ว่า ณ เวลานั้นที่ผมสมัครเข้ามหาวิทยาลัยมันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าตอนนั้นมันดูไม่มั่นคง คุณพ่อเขาก็คงจะไม่โอเคถ้าผมเลือก ผมก็เลยเลือกอะไรที่มั่นคงขึ้นมานิดนึง ถึงจะไม่ได้มั่นคงขนาดเรียน Business หรือ Economic แต่ผมก็เลือกเรียนจิตวิทยา มันคือความสนใจในคนอื่นและตัวเอง มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ทำเงินได้มาก แต่มันคือสิ่งที่ทำให้คุณเข้าใจตัวเองมากขึ้น และเข้าใจความรู้สึกคนอื่น อีกอย่างหนึ่งคือผมสนใจในปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับคนที่ผมรู้จัก ผมเติบโตมาในโรงเรียนอินเตอร์ เหมือนคนจะมองว่าสังคมมันดูดี แต่จริง ๆ แล้วชีวิตเขาก็มีปัญหาเหมือนกัน มีปัญหาครอบครัว เรื่องบ้าน เหมือนทุก ๆ สังคม ซึ่งผมสนใจในปัญหาพวกนั้น ผมอยากช่วยเหลือคนอื่น ผมเห็นถึงความโศกเศร้าในเพื่อน ๆ บางคน เห็นบางคนที่ป่วยทางสมอง ซึมเศร้า เรื่องยาเสพย์ติด เพราะผมเห็นเพื่อนผมตกอยู่ในปัญหาเหล่านี้ แล้วผมเลยอยากที่จะช่วยเขา ผมอยากเข้าไปดูว่าเขารู้สึกยังไงบ้าง

เวลาว่างของพีเค ?
PK : ผมเป็นคนชอบเสพย์ Culture เวลาว่างจะเป็นคนที่อ่านหนังสือ หาเพลงใหม่ ๆ ฟัง ดูหนัง หาฟีลลิ่งใหม่ ๆ หรือไม่ก็ดู Documentary เกี่ยวกับอะไรก็ได้ที่มันไม่ทำให้เราเสียเวลา เป็นเรื่องที่ให้ความรู้ หรือไม่ก็พูดคุยกับคนอื่น ๆ ว่าชีวิตเขาเป็นยังไง

ถ้าต้องพูดถึงช่วงเวลาที่ท้าทาย หรือช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับพีเคคือเวลาไหน?
PK : จริง ๆ มันก็มีหลายช่วงเวลานะ สมัยเรียนไฮสคูลก็มีเรื่องที่ค่อนข้างโหดร้ายอยู่เหมือนกัน ตอนนั้นผมยังเด็กแล้วเราไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับจิตวิทยาหรืออะไรพวกนี้เลย เหมือนเราอยู่ในถ้ำ อยู่ในอุโมงค์ที่เราไม่สามารถเห็นอะไรได้ ซึ่งจริง ๆ พอโตขึ้นมาแล้วย้อนกลับไปมอง เราจะมองว่ามันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น แต่ ณ เวลานั้น มันรู้สึกแย่มาก

ผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้ยังไง ?
PK : เวลาก็ทำให้เราผ่านทุกอย่างมาเองครับ ทุกอย่างมันต้องใช้เวลา ถ้าเป็นตอนนี้การเรียนจิตวิทยามันก็ทำให้เรามีมุมมองในการจัดการชีวิต แต่ตอนนั้นมันเป็นเรื่องของเวลา

เวลาที่ตกหลุมรักพีเคเป็นคนแบบไหน?
PK : ฟุ้งซ่าน คิดมาก ผมรู้สึกว่าเวลาผมชอบใครผมมักจะอินกับมันมากเกินไป แล้วก็ทำสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำ เพราะทำไปโดย Reflex ทำไปโดยไม่ได้คิด หรือบางทีก็คิดมาก ๆ จนไม่ได้ทำ ไม่กล้าไปพูดไปคุยกับเขา เขิน จนหลายรอบก็เสียโอกาสไป สำหรับผมความรักหรือความชอบมันต้องให้เวลาที่จะปลูกฝังความรู้สึกของเราอยู่เหมือนกัน

ลุคของพีเคดูเป็นแบดบอย อะไรที่ให้คนมองแบบนั้น?
PK : (หัวเราะ) ผมก็ไม่รู้เหมือนกันแต่ผมคิดว่าผมก็เป็นคนดีนะ ผมก็ไม่แน่ใจว่าแบดบอยมาจากสาเหตุอะไร แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเราทำในสิ่งที่เราอยากทำ เราเป็นคนไม่คิดมาก เราแค่พูดในสิ่งที่เราอยากพูด เราคุยกับคนที่เราอยากคุย เราคิดว่ามันตลกเราก็พูดมันออกไป โดยไม่ได้คิดอะไร คนก็เลยอาจคิดว่าผมแบด บางคนก็อาจจะคิดว่าผมเป็นคาสโนว่า ไปคุยกับผู้หญิง แต่ตัวจริงผมก็ไม่คาสโนว่าหรอกนะ ผมว่าผมบอบบาง บอบบางและขี้เขินครับ(หัวเราะ)

ภายนอกอาจจะดูเป็นแบดบอย แต่จริง ๆ เป็นคนที่เป็นสุภาพบุรุษและเสียสละ อะไรที่ทำให้เป็นอย่างนั้น?
PK : คือมันคงมีสองสาเหตุ หนึ่งเลยคือคุณพ่อผมสอนและขอให้ยึดติดอยู่ตลอดเวลาให้เป็นสุภาพบุรุษ อีกอย่างคือผมรู้สึกว่าผมเป็นคนไม่คิดมาก และผมไม่ได้ซีเรียสกับมัน จะพูดว่าติดชิวก็ได้ อย่างในรายการ ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้เสียหายกับมันมากที่จะเสียสละในตรงนั้น แต่ถ้าเขาไม่ได้ไปต่อเขาอาจจะเสียหายมากกว่าเรา ก็ให้เขาไป ให้คนอื่นไปต่อ

ในฐานะที่เติบโตทั้งในไทยและแคนนาดา ในมุมมองของพีเค อะไรคือสิ่งที่อยากเห็นในประเทศไทย อะไรคือสิ่งที่เด็กไทยยังขาด?
PK : คนไทยเป็นคนคิดมากครับ รวมทั้งผมด้วย มันอาจจะเป็นด้วย Pattern ที่เป็นมาตั้งแต่เจเนอเรชั่นก่อน ๆ ผมคิดว่าบางครั้งการมัวคิดอะไรต่าง ๆ มันอาจทำให้เราพลาดโอกาสของเราไป คือ คำว่าเกรงใจเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ดีมากและควรยึดเอาไว้ เป็นจุดเด่นคนไทย แต่ถ้าเราเกรงใจมากเกินไปบางทีเราอาจจะไม่สามารถหาโอกาสของเราได้ เราจะพลาดไปหมด มันต้องมีความพอดีระหว่างความเกรงใจ กับการเซอร์วิสตัวเองด้วย คนไทยเป็นคนที่ชอบเซอร์วิสรวมทั้งผมด้วย ผมไปเมืองนอกก็มีเวลาที่โดนทุกคนเหยียบย่ำจากความเป็นคนขี้เกรงใจของเรา เราเป็นคนที่อยากผลักดันให้คนอื่นไปก่อน แต่สุดท้ายแล้วมันต้องมีความพอดี คือการจัดเตรียมตัวเอง บางครั้งก็ต้องเอาตัวเองตั้งต้นก่อนบ้าง แล้วมีความเกรงใจด้วย ตามแต่สถานการณ์ครับ

งานในวงการบันเทิงมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ต้องทำ สำหรับพีเคแล้วจัดการ “เวลา” ยังไงให้มีค่าที่สุด?
PK : ให้ความสำคัญกับ “นาฬิกา” ของเราให้มากขึ้น เราต้องจัดการตัวเองให้ดีขึ้น  Pay Attention  การจัดวางคิว พอกลายมาเป็นคนที่ทำงานแล้วทุกอย่างมันคือการกำกับตารางเวลาของชีวิตให้ดีหนะครับ ก็ต้องให้ความสำคัญกับทุก ๆ เวลาและโฟกัสกับมันมากขึ้น

ช่วงเวลาต่อไปในอนาคตของพีเค?
PK : หนึ่งคือเรียนให้จบครับ และไม่เคยยอมแพ้ที่จะค้นคว้าหาสิ่งใหม่ ๆ ไปเรื่อย ๆ ผมจะย้ายไปนิวยอร์คเร็ว ๆ นี้ เพื่อจะไปเรียนต่อ จะไปเรียนจิตวิทยาและไปเรียนแฟชั่นเพิ่ม ก็คงจะเรียนจนกว่าจะจบแล้วก็กลับมาทำงาน กลับมาสู่สังกัดอะไรอย่างนี้ ผมคิดว่าผมให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ แล้วก็ใช้ความรู้เพื่อปรับตัวกับหน้าที่ภาวะการงานที่จะเจอในอนาคต

ความรู้สึกที่ได้เข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงอย่างเต็มตัว?
PK : มันก็มีโมเมนท์ติสท์ของผมนะ บางทีผมอยากจะเป็นแค่คนคนนึงที่สามารถทำอะไรก็ได้ จะพูดอะไรก็ได้ เดินห้างโดยไม่มีใครรู้จัก แต่มันก็เป็นแค่อารมณ์ติสท์ชั่วคราวจริง ๆ สำหรับผมทุกคนก็ต้องมีงาน คือผมรู้สึกว่าจริง ๆ แล้วผมค่อนข้างโชคดี ที่ได้มาอยู่จุด ๆ นี้ มีงานที่ดี แล้วการที่ผมอยู่ในวงการบันเทิง ผมสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง ได้ทำงานที่ผมรักและสามารถมอบประโยชน์คืนให้กับสังคมได้ด้วย

ฝากอะไรถึงคนที่ติดตามหน่อย?
PK : อย่าลืมผมนะครับ(หัวเราะ) จริง ๆ ก็ไม่มีอะไรมาก ฝากติดตามผม ติดตามเพื่อนผม พวกเราไม่ได้อยากขายของ พวกเราเป็นแค่เพื่อนกลุ่มหนึ่งที่พยายามมีความสุขกันกับการทำงาน ใครที่อยากติดตามความสุขของพวกเราก็ฝากติดตามไอจีของพวกเราได้ครับ ติดตามผมได้ใน Entertainment Tonight Thailand ช่อง PPTV แล้วก็ Ther Next Boy/Girl Band Thailand ที่ช่อง 7 ครับ

ภาพของการแข่งขันสำหรับหลายต่อหลายคนคือชัยชนะที่ตั้งอยู่ยังจุดหมายปลายทาง แต่สำหรับพีเคแล้ว เรื่องราวระหว่างทางและความต้องการเรียนรู้ที่ไม่จบสิ้นได้นำพาเขาไปสู่ความสำเร็จในแบบที่เขาเป็น

ติดตาม PK ได้ที่
IG : peeekks

”การที่ผมอยู่ในวงการบันเทิง ผมสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง ได้ทำงานที่ผมรักและสามารถมอบประโยชน์คืนให้กับสังคมได้ด้วย”


Special thanks : Swatch

https://www.swatch.com/th_th/

Credits
Model : Pasakorn Vanasirikul
Photographer : Patarit Pinyopiphat
Stylist : Salalee Sombutmee
MUA & Hair : Chawalit Chumsiri
Fashion Producer : Sunicha Suparat
Photographer’s Assistant :Sithipong TiyawarakulApiwat Netbood, Praweena Fangrew
Text : Thima Maipang

*Model wears
1.) 
SSAP
2.) Dr.martens 
ALL FROM PRF